ทรัพยากร

Trending articles

Latest articles

เจ้าของธุรกิจหลายคนมักคิดว่า หากสินค้าหรือบริการมีคุณภาพดี ก็จะสามารถขายได้เองกับทุกคนโดยอัตโนมัติ แต่ความเชื่อนี้กลับเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้งบประมาณด้านการตลาดของบริษัทสูญเปล่า การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาไปยังทุกคน สุดท้ายก็ไม่ต่างจากการไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเลย ข้อความทางการตลาดจึงกว้างเกินไป ไม่สามารถดึงดูดความสนใจ และส่งผลให้อัตรา Conversion อยู่ในระดับต่ำ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไปในการทำ Digital Marketing มักทำให้ได้ Traffic ที่ไม่มีคุณภาพและไม่ช่วยเพิ่ม Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการเพิ่มประสิทธิผลของกลยุทธ์ สิ่งสำคัญคือการสร้างโปรไฟล์ลูกค้าในอุดมคติที่มีความเฉพาะเจาะจงและอ้างอิงจากข้อมูลจริง แนวทางนี้จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

ในโลกของการตลาดดิจิทัล การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าคือกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจหรือผู้เริ่มต้นด้านการตลาดมักสับสนระหว่างคำว่า Customer Retention และ Customer Loyalty แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าเดิมเหมือนกัน แต่กลยุทธ์ในการสร้างผลลัพธ์นั้นแตกต่างกันอย่างมาก การเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองแนวคิดจะช่วยให้คุณจัดสรรงบประมาณด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ต่อไปนี้คือ 5 ความแตกต่างที่สำคัญ Customer Retention: ความสามารถของธุรกิจในการรักษาลูกค้าไม่ให้เปลี่ยนไปใช้บริการของคู่แข่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้ายังคงซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่อเนื่อง และลดการสูญเสียลูกค้า (Churn) Customer

ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา วงการ Digital Marketing ยึดหลักสำคัญข้อหนึ่งมาโดยตลอด นั่นคือ “Mobile First” ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive หรือแนวคิด Mobile-First Indexing กลยุทธ์ SEO ส่วนใหญ่ล้วนถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นหลัก ธุรกิจต่าง ๆ จึงให้ความสำคัญกับความเร็วเว็บไซต์ การใช้งานที่สะดวก และเนื้อหาที่กระชับ เพราะมือถือกลายเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้คนทั่วโลก

ในยุคที่ Digital Marketing เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การสื่อสารกับลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ แต่สำหรับแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก การส่งอีเมลด้วยตนเองให้กับลูกค้าแต่ละคนย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย Email Workflow Marketing จึงเข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งข้อความที่ใช่ ไปยังคนที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสมได้แบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้า สร้างโอกาสในการเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้า (Conversion) และต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. Email Workflow

หากคุณติดตามโลกของ SEO (Search Engine Optimization) มาสักระยะ คุณคงเคยได้ยินคำว่า E-E-A-T อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งย่อมาจาก Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness นี่คือแนวทางที่ Google ใช้ในการประเมินคุณภาพของหน้าเว็บไซต์ และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คอนเทนต์ของคุณมีโอกาสถูกมองเห็นมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรเข้าใจ — ซึ่งได้รับการยืนยันโดย

ติดตามเรา

สมัครรับข่าวสารล่าสุดด้านการตลาด อัปเดตด้านเทคโนโลยีและความรู้อีกมากมาย

อีเมลของคุณ