วิธีอ่าน Instagram Insights เพื่อเพิ่ม Engagement ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

หลายธุรกิจโพสต์คอนเทนต์เป็นประจำทุกวัน แต่บัญชีกลับไม่เติบโต เพราะมองข้ามข้อมูลประสิทธิภาพที่อยู่เบื้องหลัง การคาดเดาว่ากลุ่มผู้ชมชอบอะไรโดยไม่มีข้อมูลรองรับ เป็นกลยุทธ์ที่ล้าสมัยและมักนำไปสู่การเสียทั้งเวลาและงบประมาณในการผลิตโดยไม่จำเป็น

ข้อมูลการวิเคราะห์คือกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของโซเชียลมีเดียอย่างยั่งยืน เมื่อเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณจะสามารถหยุดการคาดเดา และเริ่มตัดสินใจโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ติดตามของคุณต้องการอย่างแท้จริง

ต่อไปนี้คือคู่มือแบบทีละขั้นตอนสำหรับการเข้าถึงแดชบอร์ดการวิเคราะห์ Instagram ของคุณ:

  • เข้าไปที่หน้า โปรไฟล์ ของบัญชี
  • คลิกเมนูสามขีดแนวนอนที่มุมขวาบนของหน้าจอ
  • เลือกตัวเลือก Insights เพื่อเปิดแดชบอร์ดข้อมูล

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ฟีเจอร์รายงานข้อมูลนี้จะใช้งานได้เมื่อคุณเปลี่ยนบัญชีเป็นโปรไฟล์ ธุรกิจ หรือ ครีเอเตอร์ เท่านั้น หากคุณยังใช้บัญชีส่วนตัว ให้เปลี่ยนประเภทบัญชีผ่านเมนูการตั้งค่า เพื่อเริ่มเก็บข้อมูลประสิทธิภาพของบัญชี

การดู Insight บน IG มีความหมายอย่างไรต่อธุรกิจ?

สำหรับแบรนด์หรือครีเอเตอร์ ข้อมูลการวิเคราะห์ทำหน้าที่เสมือนแผนที่ที่บันทึกพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างละเอียดเมื่อพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณบน online ไม่ใช่เพียงการติดตามตัวเลข vanity metrics อย่างจำนวน Likes ซึ่งหลายครั้งไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย

การประเมินคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณทราบว่าแคมเปญใดสร้าง Conversion ได้สูงที่สุด คุณสามารถติดตามได้ว่าคอนเทนต์ใดสามารถกระตุ้นให้กลุ่มผู้ชมเข้าชมเว็บไซต์ คลิกลิงก์โปรโมชั่น หรือส่งข้อความโดยตรงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสินค้า

เมื่อเข้าใจข้อมูลเหล่านี้แล้ว คุณสามารถจัดสรรงบประมาณการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มการลงทุนในรูปแบบคอนเทนต์ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี และหยุดกลยุทธ์ที่ไม่สร้างผลลัพธ์

ตัวชี้วัดสำคัญใน Instagram Insights ที่ควรทำความเข้าใจ

Instagram มีข้อมูลรายงานหลัก 3 ส่วนในแดชบอร์ดการวิเคราะห์ การทำความเข้าใจทั้งสามส่วนนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ประสิทธิภาพของบัญชีได้อย่างครอบคลุม

1. Accounts Reached (การเข้าถึงและการแสดงผล)

Accounts Reached หรือการเข้าถึง แสดงจำนวนผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกันซึ่งเห็นคอนเทนต์ของคุณบนหน้าจอ ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญอย่างมากในการวัดว่าคอนเทนต์ของคุณสามารถสร้างการมองเห็นให้กับแบรนด์บนแพลตฟอร์มได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Reach และ Impressions โดย Reach จะนับจำนวนผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน (หนึ่งคนจะถูกนับเพียงหนึ่งครั้ง) ขณะที่ Impressions จะนับจำนวนครั้งที่คอนเทนต์ถูกแสดงทั้งหมด รวมถึงกรณีที่ผู้ใช้งานคนเดิมเห็นคอนเทนต์ของคุณหลายครั้ง

ในส่วนนี้ คุณยังสามารถวิเคราะห์การกระจายตัวของกลุ่มผู้ชม โดยเปรียบเทียบสัดส่วนของ followers และ non-followers ที่เข้าถึงคอนเทนต์ หากสัดส่วน non-followers สูง แสดงว่าคอนเทนต์ของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ผ่านระบบแนะนำของอัลกอริทึม และมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้สำเร็จ

2. Accounts Engaged (การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ชม)

Accounts Engaged ใช้วัดจำนวนบัญชีที่ไม่ซ้ำกันซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ของคุณอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่เลื่อนผ่านและดูเท่านั้น ตัวชี้วัดนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักสำหรับประเมินคุณภาพและความเกี่ยวข้องของคอนเทนต์ที่คุณโพสต์

แพลตฟอร์มจะวัดปฏิสัมพันธ์หลายรูปแบบ ตั้งแต่ Likes, ความคิดเห็น, Saves (การบันทึก), Shares (การแชร์) ไปจนถึง Replies (การตอบกลับบน Instagram Story) การติดตามตัวชี้วัดเหล่านี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการ เพิ่มengagement โดยรวม

3. Total Followers (ข้อมูลประชากรและช่วงเวลาที่ใช้งาน)

ส่วนนี้ช่วยให้คุณวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของผู้ติดตาม โดยเปรียบเทียบจำนวน follow และ unfollow ในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ในช่วง 7–30 วันที่ผ่านมา หากมีจำนวน unfollow เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันใดวันหนึ่ง อาจเป็นสัญญาณว่าคอนเทนต์ที่โพสต์ในช่วงเวลานั้นไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ชมเท่าที่ควร

ข้อมูลนี้ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลประชากรของกลุ่มผู้ชมได้อย่างละเอียด ทั้งสถานที่ (เมืองและประเทศ) ช่วงอายุ รวมถึงเพศ ข้อมูลประชากรเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการใช้เป็นพื้นฐานสำหรับ กำหนดกลุ่มเป้าหมายaudience สำหรับแคมเปญทั้งแบบ Paid และ Organic

นอกจากนี้ คุณควรใช้ข้อมูล Most Active Times ซึ่งแสดงวันและช่วงเวลาที่ผู้ติดตามของคุณมีการใช้งานแอปมากที่สุด การโพสต์คอนเทนต์ในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานสูงสุดจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้าง Reach และการมีส่วนร่วมในช่วงนาทีแรกหลังเผยแพร่คอนเทนต์

วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแต่ละรูปแบบคอนเทนต์: Feed, Reels และ Story

คอนเทนต์แต่ละรูปแบบบน Instagram ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน และมีอัลกอริทึมในการกระจายคอนเทนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีประเมินความสำเร็จของแต่ละรูปแบบจึงควรปรับให้เหมาะกับหน้าที่ของคอนเทนต์นั้น ๆ

1. ประสิทธิภาพของ Instagram Reels

ปัจจุบัน Reels ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่ม Reach เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ที่ยังไม่ได้ติดตามบัญชีของคุณ (non-followers) รูปแบบวิดีโอสั้นนี้ได้รับการผลักดันจากอัลกอริทึมให้ปรากฏบนหน้า Explore และ tab Reels โดยเฉพาะ

ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรประเมินสำหรับ Reels ได้แก่ Plays (จำนวนครั้งที่เล่น), Watch time (ระยะเวลาการรับชม) และอัตราการรับชมต่อเนื่องของผู้ชม หากมีผู้ชมจำนวนมากหยุดดูภายใน 3 วินาทีแรก คุณควรปรับปรุง hook หรือจุดดึงดูดในช่วงต้นของวิดีโอ

2. ประสิทธิภาพของ Instagram Story

แตกต่างจาก Reels ตรงที่ Instagram Story ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ติดตาม เพื่อสร้างความใกล้ชิดและความภักดีกับ followers ที่ติดตามบัญชีของคุณอยู่แล้ว คอนเทนต์ในส่วนนี้จะมีลักษณะที่เป็นกันเอง โต้ตอบได้ และเป็น real-time มากกว่า

ตัวชี้วัดสำคัญสำหรับ Story ได้แก่ Exits (จำนวนผู้ที่ออกจาก Story ก่อนดูจนจบ), Forward/Back taps (การแตะไปข้างหน้า/ย้อนกลับ), Link clicks (การคลิกลิงก์) และ Profile visits การมีจำนวน Back taps สูงมักแสดงว่าคอนเทนต์ของคุณน่าสนใจมากจนกลุ่มผู้ชมต้องการย้อนกลับไปดูอีกครั้ง

3. ประสิทธิภาพของ Feed Post (รูปภาพ/Carousel)

โพสต์บน Feed โดยเฉพาะรูปแบบ Carousel (การรวมรูปภาพหลายรูปไว้ในโพสต์เดียว) มีประสิทธิภาพอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและสร้าง engagement ในระยะยาว รูปแบบนี้ทำให้กลุ่มผู้ชมใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์นานขึ้นจากการเลื่อนดูแต่ละภาพ

เมื่อประเมิน Feed Post ให้เน้นที่ตัวชี้วัด Saves, Shares และคุณภาพของการมีส่วนร่วมในช่องความคิดเห็น คอนเทนต์ Carousel ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มักเป็นหนึ่งในรูปแบบที่สร้างจำนวน Saves สูงที่สุดให้กับบัญชีธุรกิจ

กลยุทธ์เปลี่ยนข้อมูล Insights ให้กลายเป็นแผนการดำเนินงาน

ข้อมูลการวิเคราะห์จะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลง หากไม่ได้ถูกนำไปปรับใช้เป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ขั้นตอนแรกที่สามารถทำได้คือการใช้ข้อมูลประชากรของกลุ่มผู้ชม เพื่อปรับ tone of voice และองค์ประกอบด้านภาพของคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ชมส่วนใหญ่

ทำ A/B testing สำหรับช่วงเวลาโพสต์ โดยอ้างอิงจากข้อมูล Most Active Times ลองโพสต์ก่อนช่วงเวลาที่กลุ่มผู้ชมมีการใช้งานสูงสุดประมาณ 30 นาที เพื่อให้มั่นใจว่าคอนเทนต์ของคุณพร้อมแสดงอยู่บน feed ในเวลาที่พวกเขาเปิดแอป

ค้นหารูปแบบของ “Top Performing Content” จากแดชบอร์ดของคุณ แล้วนำรูปแบบ หัวข้อ หรือสไตล์ภาพดังกล่าวไปปรับใช้กับ ปฏิทินคอนเทนต์ สำหรับแคมเปญในเดือนถัดไป แนวทางแบบ Iterative นี้ช่วยให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ของคุณพัฒนาอยู่เสมอตามการตอบรับจริงจากตลาด

สรุป

การดู Instagram Insights อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ศักยภาพของโซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการเปลี่ยนโฟกัสจากการดูเพียงจำนวนผู้ติดตาม ไปสู่ตัวชี้วัดที่มีความหมายมากขึ้น เช่น Accounts Engaged และ Reach คุณจะสามารถวางแผนคอนเทนต์ที่สร้างผลกระทบได้อย่างแท้จริง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณหยุดการคาดเดา และเริ่มลงมือใช้กลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อการเติบโตของบัญชี

เพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์โซเชียลมีเดียของคุณไปพร้อมกับ Ematic Solutions

การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากด้วยตนเองอาจใช้เวลานาน และมักต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกออกมาได้อย่างถูกต้อง การอ่านข้อมูลผิดพลาดอาจนำไปสู่การวางกลยุทธ์คอนเทนต์ที่ไม่ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจ

การทำงานร่วมกับ เอเจนซี่ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในไทย ที่มีความเชี่ยวชาญ คือทางเลือกที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกตัวชี้วัดจะถูกนำไปต่อยอดเป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยวางแผนแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่ม engagement และ Conversion ได้

สำรวจ ** บริการ Social Media Marketing ของเรา** เพื่อเริ่มสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียที่แข็งแกร่ง วัดผลได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจของคุณ

Facebook
LinkedIn
Twitter
WhatsApp
Email

หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทรนด์